health news

กรมควบคุมโรค เน้นย้ำโรคพิษสุนัขบ้าเป็นแล้วตาย

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เน้นย้ำโรคพิษสุนัขบ้าเป็นแล้วตาย แต่ป้องกันได้ หากเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าทันทีหลังถูกสัตว์กัด ข่วน จากการสำรวจความรู้และทัศนคติของประชาชนในประเทศไทย พบว่าประชาชนยังมีความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า ทำให้เสี่ยงได้รับเชื้อและอาจเสียชีวิตได้

นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่าจากสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้า ในปี 2561 พบผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ราย จาก 8 จังหวัด (สุรินทร์ สงขลา ตรัง นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ บุรีรัมย์ พัทลุง และหนองคาย) ส่วนใหญ่เกิดจากการถูกสุนัขกัด/ข่วน รายล่าสุดเกิดจากการถูกแมวข่วนที่ต้นคอ แล้วไม่ได้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยรายนี้มีประวัติสัมผัสลูกสุนัขเมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2560 แต่มาแสดงอาการเดือนเมษายน 2561 ระยะฟักตัวประมาณ 5 เดือน โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคนที่ติดต่อผ่านทางกัด ข่วน เลีย หรือสัมผัสกับน้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อเข้าทางบาดแผล ระยะฟักตัวของโรคส่วนใหญ่ประมาณ 2-3 เดือน ในบางรายอาจนานเป็นปีหรือหลายปีได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะการสัมผัสโรค บริเวณที่ได้รับเชื้อไวรัสเรบีย์ และความรุนแรงของบาดแผล นอกจากนี้ มีรายงานการเกิดโรคในต่างประเทศ พบว่าโรคนี้อาจมีระยะฟักตัวได้ยาวนานถึง 8 ปี อย่างไรก็ตาม หากมีการสัมผัสกับโรค และเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโดยผู้สัมผัสยังไม่แสดงอาการ จะสามารถป้องกันการเกิดโรคได้

จากรายงานการสอบสวนโรคของผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า พบว่าสาเหตุของการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการขาดความตระหนักถึงความรุนแรงของโรค เมื่อถูกสัตว์กัด ข่วน เลีย แล้วไม่ได้เข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ทั้งนี้ เนื่องจากคิดว่าแผลเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า จนกระทั่งแสดงอาการ แต่ก็สายเกินแก้ไข เป็นเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด ซึ่งเป็นความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า โดยเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็น หรือ DDC poll เมื่อต้นเดือนมีนาคม 2561 นี้ เช่น ประชาชนคิดว่าโรคพิษสุนัขบ้ารักษาได้ ร้อยละ 14.8, ไม่รู้ว่าลูกสุนัขหรือแมว อายุ 2-3 เดือน ต้องพาไปฉีดวัคซีน ถึงร้อยละ 75.4, เมื่อถูกสุนัขแมวกัดหรือข่วน จะไม่ทำอะไรและไม่ไปพบแพทย์ ร้อยละ 51.3 เป็นต้น. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth